สกว. เพิ่มศักยภาพนักวิจัยสร้างเครือข่ายนานาชาติ

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง   ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ตามที่ สกว. และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่อาจารย์และจัดการประชุมวิชาการ รวมถึงการมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นมาอย่างต่อเนื่องนั้น และเพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ได้มีการเรียนรู้การบริหารจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก ซึ่งมีการพัฒนางานวิจัยของสถาบัน ตลอดจนศึกษาความก้าวหน้าในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม สกว. และ สกอ. จึงได้จัดโครงการสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย ร่วมกับหน่วยงานในสมาพันธรัฐสวิสขึ้น 

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล สกอ.  กล่าวว่าการศึกษาดูงานครั้งนี้นักวิจัยจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งด้านการวิจัย การลงทุนและบริหารจัดการงานวิจัยที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์   โดยเฉพาะการเป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล  รวมถึงยุทธศาสตร์ของ สกว. และ สกอ. ด้วย  นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยรางวัลโนเบลจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้นักวิจัย  รวมทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวิจัยของนักวิจัยในระดับที่สูงขึ้น และต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานสู่การทำวิจัยและพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ  

 ทั้งนี้ได้มีการเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีสวิส ซูริค (ETH) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีงานวิจัยด้านพลังงานที่เน้นการวางโครงสร้าง การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงงานวิจัยด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับประสาทวิทยาและชีวการแพทย์  ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ การตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่ spin-off จากผลงานวิจัยของนักศึกษาตั้งแต่ปี 1996 ได้มากถึง 380 บริษัท และ สถาบันแห่งนี้มีนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง  21 คนรวมทั้งไอน์สไตน์ และมีความร่วมมือในการสร้างอาคารและห้องวิจัยชั้นสูงกับบริษัทเอกชนอย่าง IBM ในสัดส่วน 50:50 เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย

 นอกจากนี้ ได้มีการดูงานที่ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ Compact Muon Solenoid (CMS) เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งมีเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดและใช้พลังงานสูงที่สุดของโลก    ซึ่งที่ CMS มีนักวิจัยไทย คือ  ดร.นรภัทร ศรีมโนภาษ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้รับทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ สกว. –สกอ. มาร่วมทำวิจัยเรื่อง “ศักยภาพในการศึกษาฟิสิกส์นอกเหนือจากแบบจำลองมาตรฐานสำหรับเครื่องเร่งอนุภาพในอนาคต” ภายใต้ความร่วมมือของจุฬาฯ และ CMS เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาในโจทย์ที่ยากทางฟิสิกส์และได้รับความสนใจจากสาธารณะค่อนข้างสูง  

ส่วนที่ Global Centre of Entrepreneuship and Innovation, St. Gallen University เป็นสถาบันชั้นนำในด้านการบริหารธุรกิจที่มีภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ 1. ด้านการสอน เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-เอก โดยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและจากสถานประกอบการ 2. ด้านวิจัย เน้นด้านบริหารธุรกิจสมัยใหม่ เช่น นวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการเป็นผู้ประกอบการ 3. ด้านบริการวิชาการ เน้นการให้ความรู้แก่ผู้บริหารของสถานประกอบการและการนำผลงานวิจัยไปสู่ภาคปฏิบัติ ภายใต้เป้าหมายและการทำงานที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศและการเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านการบริหารธุรกิจ การส่งเสริมนวัตกรรม มีการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง    

 ในโอกาสนี้ผู้บริหาร สกว. และ สกอ. ได้เข้าพบนายจักรี ศรีชวนะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เพื่อหารือความร่วมมือทางด้านวิชาการ  โดยนายจักรีกล่าวว่า สถานทูตมีนโยบายในการส่งเสริมการวิจัยของนักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศไทยอยู่แล้ว  และพยายามจัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัยหรือนักศึกษาไทยที่เป็นกลุ่มนักเรียนทุน  ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดงานเทศกาลไทยในเดือนกรกฎาคม เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอาหารซึ่งเป็นมิติใหม่ของสถานทูต  มีผู้ประกอบการและสินค้าที่ใช้นวัตกรรมมาจัดแสดงด้วย  

"สำหรับการแสวงหาองค์ความรู้จากต่างประเทศนั้น ควรมองบริบทของเราด้วยว่าสิ่งที่จะทำเรามีความพร้อมหรือไม่ ตอบโจทย์ของประเทศหรือไม่ ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึงหรือสัมผัสได้มากกว่า เราต้องอยู่กับความเป็นจริงและเห็นผลเร็ว เริ่มจากอะไรที่เราพร้อมจะทำ การเชิญชวนให้หน่วยงานวิจัยชั้นนำของต่างประเทศมาตั้งฐานที่ประเทศไทย ก็ต้องมีความพร้อมมากพอสมควรจึงจะดึงดูดได้ ส่วนตัวอยากให้มีหน่วยงานอย่างสถาบันวิทยสิริเมธีและโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะตอบโจทย์ชัดเจนในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ระบบ"

 เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น กล่าวอีกว่า  อาหารและการท่องเที่ยวน่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงสังคมสูงวัย ชาวสวิสมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 83 ปี รัฐบาลกำลังจะขยายการเกษียณอายุของผู้หญิงจากเดิม 64 ปีเป็น 65 ปีเท่ากับผู้ชาย และกำลังสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพ การคิดค้นชุดตรวจและยาเฉพาะบุคคล มากกว่าการผลิตยาต้านโรคภัยต่าง ๆ ขณะที่ไทยนั้นประเด็นการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์แรก ๆ ดูคึกคักแต่ตอนนี้ดูแผ่วลง เราต้องคิดอะไรนอกกรอบไม่ใช่ตามกระแสคนอื่น ส่วนตัวเชื่อว่าเรามีนักวิจัยเก่ง ๆ จำนวนมาก แต่ไม่ค่อยเชิดชู นักวิจัยจึงไม่ค่อยเกิดและอยู่ในโลกของตัวเอง ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าโชคดีก็ต่อยอดได้ สำหรับความร่วมมือทางวิชาการนั้นหากทาง สกว. และ สกอ. ต้องการให้สถานทูตสนับสนุนงานวิจัยสาขาใดก็ขอให้ชี้ชัดในสาขาที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด 

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th

(Visited 5 times, 1 visits today)

About The Author

ที่เกี่ยวข้อง

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น