ย้อนรอยประวัติศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์

               " ทองคำ" ถือ เป็นโลหะที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมากว่า 6 พันปี   รวมถึงในประวัติศาสตร์ชาติไทย    โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ที่เป็นราชธานี ยาวนานถึง 417 ปี   

               หลักฐานทางโบราณคดีที่เหลืออยู่  นอกจากโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ  งานปราณีตศิลป์ที่แสดงออกมาในรูปของเครื่องทอง  ก็ล้วนแต่เป็นงานฝีมือที่ละเอียด   และได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดในโลก
             คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเครื่องทองโบราณ   สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความเจริญรุ่งเรืองแห่งยุคสมัย   และเพื่อให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์และที่มาของเครื่องทองโบราณในแต่ละชิ้นมากขึ้น   กรมศิลปากรโดย   พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา     ได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  นำเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์มาช่วยตรวจวิเคราะห์เครื่องทองโบราณจากกรุงวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ  ที่นำจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา  จ.อยุธยา 
            "ดร.พรเทพ   นิศามณีพงษ์"   ผู้อำนวยการ สทน. บอกว่า  การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่องานโบราณคดีในประเทศไทยมีมากว่า 20  ปี เช่น การตรวจหาอายุวัตถุโบราณโดยคาร์บอน-14   ซึ่ง สทน.ได้ส่งเสริม และสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้อย่างต่อเนื่อง    ซึ่งมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ คาร์บอน -14    และขยายสเกลรองรับการตรวจวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นทั้งภาพเขียน โบราณสถาน และงานอื่น ๆ  ซึ่งอนาคตตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านการตรวจ  คาร์บอน-14   ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
             สำหรับความร่วมมือในการตรวจวิเคราะห์เครื่องทองโบราณที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา  ฯ  เริ่มจากสทน.ได้ลงนามความร่วมมือกับกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2557 เพื่อนำกาวิจัยและพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ มาใช้สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า ฟื้นฟูและการอนุรักษ์โบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ของชาติ    
              และโครงการแรก ก็คือ “การศึกษาทองกรุ วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะเบื้องต้น โดยวิธีการวาวรังสีเอกซ์”   ซึ่งมี " ดร.ศศิพันธุ์  คะวีรัตน์"  นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ  สทน. เป็นหัวหน้าคณะวิจัย 

(ภาพเครื่องทองโบราณในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา )

              ดร.ศศิพันธุ์  บอกว่า   กรุวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุ ถือเป็นโบราณสถาน 2 แห่งสำคัญที่มีการขุดพบเครื่องทองเป็นจำนวนมาก  และได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา กว่า 1 พันชิ้น  ซึ่งประเมิณกันว่า เป็นเพียง 20  %  ของทองทั้งหมดที่หลงเหลือจากการลักลอบขุดออกไป
               พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาฯ มีแผนก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องทองโบราณหลังใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565    โดยต้องการที่จะจัดแสดงเครื่องทองโบราณที่มีอยู่กว่า 1 พันชิ้น  และเล่าเรื่องเชิงลึกมากกว่าที่จะบอกแค่ว่า " ชิ้นนี้คืออะไร "

               " การประเมิณด้านอายุของชิ้นงาน  นักประวัติศาสตร์จะเชี่ยวชาญอยู่แล้ว โดยดูจากรูปแบบศิลปะ   แต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ จะเข้าไปช่วย ก็คือ การวิเคราะห์เชิงลึกถึงองค์ประกอบของเครื่องทองแต่ละชิ้น   เทียบเคียงกับตัวอย่างทองคำจากแหล่งโบราณคดีอื่น  ๆ  รวมถึงทองรูปพรรณสมัยปัจจุบัน  และฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ  เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ   ซึ่งจะทำให้ทราบถึงลักษณะเฉพาะของทองโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา   รู้ถึงแหล่งที่มาและรูปแบบการผลิตของทองแต่ละชิ้น     และที่สำคัญสามารถเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ ด้านสังคม วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ในสมัยโบราณได้อีกด้วย "   
                ….เรียกว่าช่วยเติมเต็มข้อมูลที่อาจขาดหายไป หรือตอบข้อสงสัยทางด้านประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น…
                 นักวิจัย บอกว่า  การใช้เทคนิคการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีการวาวรังสีเอกซ์นี้ ได้รับการยอมรับทั่วโลกโดยมีจุดเด่นคือ ไม่ทำลายตัวอย่าง ทำให้ไม่เกิดความเสียหายแก่ทองที่นำมาศึกษา   ข้อมูลองค์ประกอบธาตุต่าง ๆ ของทองแต่ละชิ้นนี้   จะมีการนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลทองทั่วโลกด้วย  ซึ่งบ่งบอกได้ว่าในสมัยอยุธยา เราติดต่อกับประเทศใดบ้าง

                 และเมื่อเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก  สิ่งที่ได้ก็คือ " ฐานข้อมูลทองโบราณของประเทศไทย"  ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน  
                 
                สำหรับความร่วมมือกับกรมศิลปากร  ดร.ศศิพันธุ์  บอกว่า  นอกจากการตรวจวิคราะห์ทองโบราณแล้ว  ยังมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี มาวิเคราะห์ปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย   เพื่อที่จะหาแนวทางป้องกันและ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป     เบื้องต้นได้ เก็บตัวอย่างอากาศบริเวณวัดพระราม และวัดไชยวัฒนาราม และนำกระดาษกรองมาวิเคราะห์ธาตุ   โดยการวาวรังสีเอกซ์แบบพกพา (PXRF) เปรียบเทียบกับ WDXRF 

                 ผลการวิจัยพบว่ากระดาษกรองจากบริเวณริมแม่น้ำทางทิศตะวันออกของวัดไชยวัฒนาราม มีปริมาณกำมะถันสูง (ซัลเฟอร์) มากกว่าบริเวณอื่น   รวมทั้งสูงกว่าบริเวณริมถนนอย่างมีนัยสำคัญ   จากการสำรวจพื้นที่โดยรอบ เบื้องต้นพบว่าเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำที่มีการจราจรทางน้ำค่อนข้างสูง  จึงสันนิษฐานว่าสาเหตุของปริมาณกำมะถันที่สูง อาจมาจากการปล่อยก๊าซที่มีส่วนผสมของกำมะถันจากการขนส่งสินค้าและการคมนาคมทางน้ำ     
                ทั้งนี้ปริมาณความเข้มข้นของกำมะถันสูงเมื่อรวมตัวกับความชื้นหรือน้ำฝนจะเกิดเป็นฝนกรด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของสิ่งมีชีวิตและการเสื่อมสภาพของโบราณสถานโดยตรง  
                อย่างไรก็ดี คณะวิจัยกำลังทำการวิจัยในเชิงลึกต่อไป เพื่อหาข้อมูลที่เป็นหลักฐานพยานเชื่อมโยงถึงการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน  
                 อนาคตสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายต่าง ๆ ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป .
 

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th

(Visited 8 times, 1 visits today)

About The Author

ที่เกี่ยวข้อง

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น